ฟังอะไร ฟังอย่างไร
เรื่อง : อาจารย์สดับพิณ รัตนเรือง
บทความจาก Music of the Masters
.........ดนตรีเป็นศิลปะที่อาศัยเสียงเป็นสื่อ โสตประสาท และการรับฟังจึงเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการสื่อสารทางดนตรี ใครจะได้อะไรจากการสื่อสารนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและระดับความเข้มข้น ในการรับฟังของแต่ละคน จากการสังเกตความต้องการและพฤติกรรมการฟังดนตรีของตัวเองและผู้อื่น รวมทั้งดนตรีประเภทต่างๆที่มนุษย์เราสร้างสรรค์ขึ้นและฟังกันอยู่ ผู้เขียนขอจำแนกการรับฟังดนตรีออกอย่างกว้างๆ 4 ระดับทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการและการมีความระแวงระไวต่อเสียงดนตรีของ แต่ละคนเอง และยังขึ้นอยู่กับประเภทของดนตรีที่เลือกฟังด้วย ระดับการรับฟังทั้ง 4 ระดับนี้ คือ
1. การฟังดนตรีเพื่อความบันเทิงอารมณ์ ในแง่ที่ดนตรีเป็นสื่อช่วยคลายเครียด รวมทั้งช่วยสร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ต้องการ
2. การฟังดนตรีเพื่อความพอใจในแง่ที่ดนตรีเป็นสิ่งสื่ออารมณ์
3. การพอใจฟัง "เสียง" ทว่าอาจมิได้ฟัง "ดนตรี"
4. การฟังดนตรีเพื่อความปีติใจ เมื่อปัญญาและใจได้สัมผัสความงามจากความลงตัวในเชิงศิลปะของตัวดนตรีล้วนๆ การฟังระดับแรก คือการฟังดนตรีเพื่อประเทืองอารมณ์ ในแง่ที่ดนตรีเป็นสิ่งผ่อนคลายความเครียด และเป็นสื่อในการสร้างบรรยากาศที่ต้องการ นับเป็นการรับฟังระดับที่เราคุ้นเคย พบได้ทั่วไปมากที่สุด
.........การรับฟังระดับนี้เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปและเกือบตลอดเวลาในชีวิตคน เมืองปัจจุบัน เช่น เมื่อเดินไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้าทั้งหลายในปัจจุบัน ก็จะได้ยินเสียงเพลงลอยอยู่ในบรรยากาศ ซึ่งหากผู้จัดเลือกเพลงได้เหมาะสม คือสามารถใช้เสียงดนตรีสร้างเสริมบรรยากาศที่ดีได้ผู้ไปเดินเล่นจะใช้เวลา เลือกชมเลือกซื้อสินค้าก็จะเกิดความรู้สึกสบายใจและเพลิดเพลิน หรือบางคนชอบฟังเพลงขณะทำงาน ท่องหนังสือ หรือรับประทานอาหาร ในขณะทำกิจการเหล่านี้ โสตประสาทของเขาจะได้ยินเสียงดนตรีที่อบอวลอยู่ในบรรยากาศแน่นอน แต่ในการได้ยินนั้นเขาตั้งใจฟังและต้องการรับดนตรีเข้าไปจริงๆสักเท่าไร
.........ดนตรีประกอบภาพยนต์และการแสดงในระดับทั่วๆไปก็ตกอยู่ในข่ายของ การสนองการรับฟังระดับนี้ เพราะดำเนินไปเพื่อสร้างบรรยากาศของภาพและเนื้อหาการแสดงเพื่อให้ผู้ชมเกิด อารมณ์ร่วม
.........การฟังดนตรีในระดับนี้จิตใจและความคิดของผู้ฟังมิได้จดจ่ออยู่ กับดนตรีโดยตรง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ฟังรู้สึกเพลิดเพลินใจ สบายอารมณ์ จากการซึมซาบไปกับบรรยากาศที่เสียงดนตรีนั้นมีส่วนสร้างขึ้น ซึ่งเป็นผลของเสียงดนตรีที่มีต่อสภาพแวดล้อมและจิตใจมนุษย์
.........การฟังระดับที่สอง หรือการรับดนตรีในแง่ที่ดนตรีเป็นสิ่งสื่ออารมณ์ต่างๆโดยตรง การฟังระดับนี้เป็นการฟังที่ผู้ฟังมีจิตใจและความรู้สึกจดจ่ออยู่กับดนตรี มากกว่าระดับแรก จิตใจ อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของผู้ฟังจะล่องลอยเลื่อนไหลไปกับกระแสของเสียง ดนตรีและเกิดอารมณ์ร่วมขึ้นในจิตใจและความรู้สึกนึกคิดไปกับอารมณ์ต่างๆที่ เขาคิดว่าเสียงดนตรีสื่อออกมา ผู้อ่านอาจเคยสังเกตจิตใจและอารมณ์ของตัวเองและผู้คนรอบข้าง เมื่อเรามีอารมณ์และความรู้สึกต่างๆเกิดขึ้นในแต่ละขณะ เช่นอารมณ์เศร้า หดหู่ ปวดร้าวกระวนกระวายใจ หรือครึ้มอกครึ้มใจ ดีใจ หากในช่วงขณะของอารมณ์นั้นมีเสียงดนตรีเข้ามา เป็นเพลงที่สื่ออารมณ์คล้ายคลึงกัน และให้ความเข้มข้นของระดับอารมณ์เท่าๆกับที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในใจของเรา เราจะเปิดหูเปิดใจออกไป และซึมซาบไปกับเสียงเพลงนั้น และรู้สึกว่าเพลงนี้ช่างไพเราะกินใจเหลือเกิน หรือบางยามเมื่อเราตกอยู่ในอารมณ์เศร้าเช่นเดียวกันนั้น เราก็อาจต้องการหลีกหนีจากโลกหรือสภาวะของอารมณ์แห่งความเป็นจริง และหันเข้าหาดนตรีที่ให้ความรู้สึกอารมณ์อื่นๆเพื่อล่องลอยไปกับกระแสเสียง ที่นำไปสู่โลกแห่งอารมณ์อื่นเป็นต้น ผู้ที่มีความอ่อนไหว แปรปรวนทางอารมณ์สูง เจ้าอารมณ์ ช่างคิด หรือเจ้าอุดมคติ อาจมีแนวโน้มที่จะติดอยู่กับการรับฟังดนตรีในระดับนี้ หรือถูกเร้าด้วยดนตรีที่มีพลังในการตอบสนองการฟังระดับนี้ได้โดยง่าย
.........การรับฟังดนตรีในระดับที่สองนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็น ปกติสามัญเช่นกัน เพราะคนเราโดยทั่วไปก็มีอารมณ์ ความรู้สึก และสภาพจิตใจแปรปรวนขึ้นลงตามธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชน มูลเหตุลึกๆที่จูงใจให้เราติดใจฟังดนตรีและติดอยู่ที่การฟังระดับนี้ ก็คือความรู้สึกพอใจจากการได้บรรเทา หรือบางครั้งก็เป็นความพอใจที่ได้รื้อฟื้นระลึกถึงความรู้สึกเข้มข้นของ อารมณ์ชนิดต่างๆ ซึ่งกำลังปั่นป่วนหรือตกตะกอนอยู่ในจิตใจจากการหาอารมณ์ร่วมจากสิ่งอื่นได้ ซึ่งในที่นี้ก็คือดนตรีนั่นเอง หรือบางครั้งก็เกิดความรู้สึกพอใจที่ได้หลบหนีจากสภาวะอารมณ์ที่กำลังเกิด ขึ้นไปสู่อารมณ์อื่นโดยมีเสียงดนตรีเป็นพาหนะ
.........การเลือกฟังดนตรีที่เน้นหนักไปทางด้านอารมณ์มากๆทำให้เราสามารถ เข้าใจความตื้นลึกหนาบางและความฟุ้งซ่านของอารมณ์มนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม การรับฟังดนตรีในระดับนี้ แม้ว่าจะเป็นไปด้วยอาการตั้งอกตั้งใจและมีจิตใจจดจ่อ ทว่ามุ่งฟังส่วนที่เป็นเพียงอารมณ์สุข อารมณ์เศร้าของดนตรี ในแง่ที่มาสัมพันธ์กับอารมณ์ของตนเอง มีตัวเองเป็นที่ตั้ง การรับฟังนั้นจึงถูกจำกัดด้วย "การเลือกรับ" ของผู้ฟังเอง ทำให้การรับฟังนั้นไม่สมบูรณ์ เพราะยังมีส่วนอื่นๆของดนตรีที่ถูกละเลยไปจากการรับฟัง โดยเฉพาะดนตรีที่ประดิษฐ์ขึ้นถึงเข้าขั้นศิลปะวิจิตร ยังสามารถให้อะไรต่ออะไรที่ละเอียดอ่อนและความปิติใจในระดับที่สูงกว่าระดับ อารมณ์อันแปรปรวนไปตามปกติธรรมชาติของมนุษย์ สามารถเป็นสื่อพามนุษย์ไปจนพ้นตัวเองได้
.........การฟังดนตรีในระดับที่สามคือการพอใจรับฟัง "เสียง" ทว่าอาจมิได้ฟัง "ดนตรี" ตัวอย่างของการฟังแบบนี้ได้แก่ การที่เราไปติดใจใน "น้ำเสียง" ของนักร้องบางคน เมื่อเราฟังเขาร้องเพลง ใจของเราก็มุ่งติดตามกระแสเสียง การเอื้อนเสียง ทอดเสียง หรืออื่นๆของนักร้องผู้นั้นโดยที่เราอาจจดจำท่วงทำนอง จังหวะจะโคน หรือการประสานเสียงของตัวบทเพลงนั้นไม่ได้เลย เพราะใจไปจดจ่อหลงใหลอยู่กับ "น้ำเสียง" อันไพเราะของผู้ร้อง หรือบางครั้งในการไปดูการแสดงเดี่ยวเครื่องดนตรี เราอาจเกิดความประทับใจกับการบรรเลงอันยอดเยี่ยมฉกาจฉกรรจ์ของผู้บรรเลง ผู้บรรเลงอาจรัวมือ รัวนิ้วได้รวดเร็ว เกิด "เสียง" อย่างมหัศจรรย์ จนกระทั่งเราผู้ฟังตื่นตะลึงไปกับเสียงที่เกิดขึ้น ในขณะที่ความเป็นไปของตัวบทเพลงจริงๆจะถูกละเลยไป
.........การรับฟังในระดับนี้อาจเปรียบได้กับการฟังการพูดการบรรยาย ซึ่งผู้พูดอาจมีน้ำเสียงทุ้มนุ่มไพเราะน่าฟัง พูดได้ชัดเจน มีจังหวะจะโคน มีเทคนิคลูกเล่นในการพูดจนสามารถสะกดผู้ฟังให้ประทับใจพอใจกับการพูดนั้น แม้ว่าเรื่องที่พูดอาจไม่มีเนื้อหาสาระ การพูดนั้นก็อาจประสบความสำเร็จได้ หรือหากเรื่องที่พูดนั้นมีเนื้อหาสาระดีมาก ทว่าผู้ฟังไปติดอยู่กับการรับฟังระดับนี้ ผู้ฟังก็อาจจะไม่สามารถจดจำและเข้าใจเนื้อหาของการพูดได้ เพราะถูกสะกดด้วยสิ่งอื่นๆดังที่กล่าวมา
.........การรับฟังในระดับนี้ก็เช่นเดียวกับการฟังในระดับที่สามในแง่ที่ ว่า แม้จะเป็นการฟังอย่างใจจดใจจ่อ และเกิดอารมณ์ร่วมอย่างจริงใจไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าก็เป็นการรับฟังอย่างที่เป็น "การเลือกรับ" และบางทีก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์ต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น การรับฟังจึงยังไม่สมบูรณ์เต็มที่
.........การรับฟังระดับสุดท้ายเป็นการรับฟังที่ผู้ฟังเห็นความงามของ องค์ประกอบต่างๆของดนตรีโดยตรงล้วนๆและอย่างบริสุทธิ์ โดยเป็นการเห็นความงามของการที่องค์ประกอบต่างๆนั้นมาสัมพันธ์อย่างลงตัวใน เชิงศิลปะองค์ประกอบพื้นฐานดนตรีซึ่งเปรียบเสมือนเป็นวัตถุดิบของนัก ประพันธ์เพลงในการนำมาปรุงแต่งสร้างสรรค์เป็นบทเพลงบทหนึ่งๆได้แก่ เสียงแต่ละเสียง แนวทำนอง จังหวะเสียงประสาน และสีสันของเสียง
.........การรับฟังในระดับสุดท้ายนี้เป็นการฟังเพื่อดื่มด่ำความงาม โดยตรงของความลงตัวในการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของแนวทำนอง จังหวะ เสียงประสาน สีสันของเสียง รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆของเสียง ซึ่งผู้ประพันธ์ได้ยักย้ายถ่ายเทปรุงแต่งขึ้นอย่างมีศิลปะ ที่กล่าวมานี้ออกจะเข้าใจยาก เพราะในหลายๆกรณีก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในภาษา และไวยากรณ์ดนตรีจริงๆ นอกจากนี้ความปีติจากการบรรลุถึงความงามแห่งศิลปะในระดับนี้เป็นเรื่องเฉพาะ ตัวและการรับฟังในระดับนี้ต้องอาศัยความมีสมาธิ มีสภาพจิตใจและสภาวะอารมณ์ที่สงบนิ่งเป็นสุข ปราศจากความดิ้นรนกระวนกระวายเป็นพื้นฐาน เพื่อเปิดโอกาสให้ "สติ" และ "ปัญญา" รับสิ่งต่างๆที่ดนตรีเป็นผู้เสนออย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราเป็นผู้ฟังผู้เห็นงดเว้นจากการพิพากษ์วิจารณ์ ปราศจากอคติและอารมณ์ร่วม เราเพียงแต่เห็นและได้ยินสิ่งต่างๆเลื่อนไหล คลี่คลายไปตามครรลองของเหตุและผลตามที่ผู้ประพันธ์เสนอมา
.........การรับฟังในระดับสุดท้ายนี้นี่เองเป็นการสื่อสารในเชิงศิลปะ ซึ่งผู้ฟังจะได้อะไรต่ออะไรที่ละเอียดอ่อนและงดงามในระดับที่สูงกว่าการใช้ ดนตรีเป็นพาหนะในการหลีกหนีไปจากสภาพของตนเอง เช่นในการฟังระดับที่สองหรือถูกบางส่วนของดนตรีสะกดให้ตื่นตาตื่นใจจนไม่ เหลือสติปัญญาพอที่จะพิจารณารับรู้เนื้อหาของดนตรีเช่นในการรับฟังระดับที่ สาม
.........การรับฟังทั้ง 4 ระดับที่กล่าวมานั้น เป็นสิ่งสามัญธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชีวิตการฟังเพลงของคนเราทั้งสิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการที่จะเสพดนตรีในระดับใดของแต่ละคนในแต่ละยาม ขึ้นอยู่กับประเภทเพลงที่เราเลือกฟัง และขึ้นอยู่กับการมีความอ่อนไหวและความระแวงระไวต่อเสียงดนตรีและศิลปะดนตรี ของแต่ละคน เพลงบทต่างๆ ประเภทต่างๆทั้งหลายในโลก ก็ล้วนได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองการรับฟังในระดับต่างๆของ มนุษย์ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นดนตรีพื้นบ้าน ดนตรียอดนิยมของคนเมือง ดนตรีแจ็ซ ดนตรีคลาสสิค ฯลฯ
.........สำหรับดนตรีคลาสสิคนั้น ผู้เขียนเห็นว่ามีความวิเศษและเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์มากกว่าดนตรีประเภทอื่น ก็เพราะว่า กรุเพลงที่เรายกย่องกันว่าเป็นเพลงคลาสสิกของทุกวัฒนธรรมนั้น สามารถตอบสนองการรับฟังของมนุษย์เราได้ในทุกระดับที่กล่าวมา ในส่วนของดนตรีคลาสสิกตะวันตกนั้น บทเพลงซิมโฟนีจำนวนมากมายของโมทสาร์ท (W.A. Mozart) หรือไฮเดิน (F.J. Haydn) แต่เดิมก็แต่งขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบงานเลี้ยงงานพิธีต่างๆ หรือเพลงคอนแชร์โต (เพลงสำหรับเดี่ยวเครื่องดนตรีประชันวงดุริยางค์) จำนวนมากมายของสมัยโรแมนติก แต่งขึ้นมาเพื่ออวดฝีมือและทางเดี่ยวอันโลดโผนวิจิตรพิสดาร มุ่งให้ผู้ฟังตื่นตาประทับใจไปกับเสียงและฝีมือผู้เดี่ยว และก็ยังมีบทเพลงคลาสสิกอีกมากมายที่มีศักยภาพสูงในการสื่อสารทางอารมณ์และ สติปัญญาอย่างเข้มข้นและลึกซึ้ง
|