"น้องแป้ง" นักเรียนตัวอย่าง
โดยอาจารย์ ซาบรีน่า อเล็กซานเดอร์
หัวหน้าภาควิชาเปียโนจินตการดนตรี
ใน ฐานะครูเปียโน ดิฉันเชื่อว่า ไม่มีอะไรจะทำให้คนเป็นครูใจอ่อน และทุ่มเททุกอย่าง ได้เท่ากับการมีนักเรียนที่น่ารัก ขยันขันแข็ง มุมานะ และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ นักเรียนที่ว่ามีพรสวรรค์ก็ยังไม่สามารถชนะใจครูได้เท่า
ดิฉันถือว่า ตนเองนั้นเป็นครูที่โชคดีมาตลอดเวลานับ 10 ปีที่สอนเปียโนมา นักเรียนทุกคนน่ารักกันไปคนละแบบ ขยันซ้อมกันเป็นพักๆ เพราะนักเรียนทุกคนต่างบอกว่าสมัยนีเรียนหนังสือกันหนักเหลือเกิน แต่ถึงกระนั้น น้อยครั้งที่จะขาดเรียน ถ้าทำการบ้านมา เวลามาเรียนก็สนุกสนานเฮฮากันทั้งครูทั้งนักเรียน เวลาไม่ทำการบ้านมา โดนดุก็รู้ผิด จะให้ย้ำซ้ำไปมาอย่างไรก็ไม่มีบ่น (ออกมาให้ครูได้ยิน)
ปกติ ดิฉันนับเป็นครูที่ค่อนข้างดุมากคนหนึ่ง เพราะดิฉันเชื่อว่าไม่มีบาปอะไรของครูจะหนักไปกว่าการปล่อยให้นักเรียนละเลย ความสามารถของตัวเอง และปล่อยให้ความอ่อนแอมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตน ดิฉันคาดหวังเพียงให้นักเรียนทุกคนทำสุดความสามารถของตนเอง ไม่ต้องไปเทียบอะไรกับใคร ขอให้รู้แก่ใจว่า ทำดีที่สุดแล้ว
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น ดิฉันรู้สึกโชคดียิ่งกว่าเคย และเป็นเกียรติที่ได้รู้จักกับนักเรียนคนหนึ่ง ทุกคนที่รักเธอ เรียกเธอว่า "น้องแป้ง" น้องแป้งมีชื่อจริงว่า ด.ญ.อุบลวรรณ เปียแก้ว เกิดเมื่อ 29 กุมภาพันธ์ 2531 เป็นนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 ของโรงเรียนประถมสาธิต สถาบันราชภัฏ สวนสุนันทา น้องแป้งเรียนเก่งเป็นอันดับแรกๆของชั้นมาตลอด น้องแป้งชอบเล่นเกมส์ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำและแต่งเพลงชนะการประกวดของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ มาแล้ว น้องแป้งเรียนเปียโนประจำกับอาจารย์วีณา เฉลิมช่วง ซึ่งเป็นผู้แนะนำแป้งให้ดิฉันรู้จัก และหลงรักเธอในไม่ช้า
น้องแป้งไม่เพียงน่ารัก เธอน่าทึ่ง น่าเคารพ และที่สำคัญ น่านำมาเป็นตัวอย่างสำหรับเราทุกๆคน ที่จริงต้องขอเอาทั้งครอบครัวของแป้งมาเป็นตัวอย่างเลยทีเดียว
ดิฉันกล้าพูดอย่างนี้ แม้จะรู้จักน้องแป้งเพียงไม่กี่อาทิตย์นั้น ก็เพราะ ดิฉันได้มีโอกาสร่วมทำงานกับน้องแป้งทุกวันเป็นเวลากว่าเดือน คุณวริดา เปียแก้ว คุณแม่ของน้องแป้งขับรถพาน้องแป้งกับ "พี่ทัย" คุณหทัยรัตน์ แพรวกราง(พี่เลี้ยงน้องแป้ง) จากฝั่งธนบุรี มาเรียนติวสำหรับการแข่งขัน ณัฐสตูดิโอ ครั้งที่ 6 ที่บ้านซ.ศูนย์วิจัย ของดิฉันทุกวัน ตั้งแต่เช้า ตอนเริ่มแรกดิฉันสอนน้องแป้งครั้งละ 2 ชั่วโมง โดยไม่มีการหยุดพักใดๆทั้งสิ้น ทุกครั้งที่เรียนจบ 2 ชั่วโมง ดิฉันจะรู้สึกคอแห้งและค่อนข้างเพลีย แต่น้องแป้งจะถามทุกครั้งว่า "2 ชั่วโมงแล้วหรือคะ ทำไมสั้นจัง"
พอยิ่งใกล้วันแข่งเราก็เพิ่มเวลาเรียนขึ้นเรื่อยๆ จาก 2 เป็น3 จาก 3 เป็น4 จาก 4 เป็น 5 จาก 5 เป็น 6 ชั่วโมง เรียนตลอดเช้า ซ้อมตลอดบ่ายอยู่กับดิฉันทั้งวัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง น้องแป้งนั่ง 5 ชั่วโมงติดกัน ไม่ยอมลุกไปไหน แม้กระทั่งเข้าห้องน้ำก็กลัวเสียเวลา ดิฉันเองกลับต้องขอตัววิ่งไปเข้าห้องน้ำบ้าง ทานน้ำบ้าง ตอนหลังดิฉันต้องขู่ว่า ถ้าไม่พักจะไม่สอนต่อ
ท่านผู้อ่านอาจจะเริ่มสงสัยและไม่เห็นด้วยกับการเรียนการสอนที่เหมือนจะ หนักและมากเกินไปของดิฉัน ก่อนหน้าที่ท่านจะคิดวิจารณ์อะไรต่อไป ดิฉันต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า น้องแป้งจำเป็นต้องใช้เวลาเรียนมากกว่านักเรียนธรรมดา เพราะน้องแป้งมองไม่เห็น ดิฉันเคยขอไปดู อาจารย์วีณาสอนโน้ตเพลงให้น้องแป้ง ทั้งอาจารย์วีณาและน้องแป้งต่างมีความอดทน ใจเย็นมากเหลือเกินจนดิฉันยังละอายใจ อาจารย์วีณาจะต้องเล่นโน้ตทีละ 3-4 ตัว ให้น้องแป้งฟัง แล้วจับมือน้องแป้งวางตามคีย์ของโน้ตนั้นๆ เล่นซ้ำไปซ้ำมาจนแป้งจำได้ แล้วค่อยๆต่อโน้ตให้ทีละ 3-4-5 ตัว อย่างนี้ทีละมือ จนกว่าจะจบเพลง เพราะฉะนั้น สำหรับแป้ง 2 ชั่วโมงนั้น ไม่มากเลย
นอกจากความอึดอดทนของน้องแป้งซึ่งมีมากกว่านักเรียนคนอื่นๆแล้ว ความใจสู้และไม่ย่อท้อของน้องแป้งยิ่งน่าประทับใจมากนัก ดิฉันเชื่อว่าคุณพ่อ พ.ต.ท.เอกวิทย์ คุณแม่วริดา เปียแก้ว พี่ชาย พี่ทัย มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนและเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องแป้งเป็นอย่างมาก เหล่าคุณครูจากโรงเรียนประถมสาธิต สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา ก็เป็นอีกแรง ดิฉันได้รับเกียรติ รู้จัก กับบุคคลสำคัญเหล่านี้ ในวันที่แป้งแข่งเปียโน ทุกคนสร้างบรรยากาศ ความสุขความชื่นใจให้น้องแป้งอยู่ตลอด น้องแป้งผ่านรอบคัดเลือกเข้ารอบชิงชนะเลิศกับคู่แข่งขันสายตาปกติอีก 17 คน ระหว่างการแข่งขัน 2 รอบ เรามีเวลาเตรียมตัวอีก 1 อาทิตย์ น้องแป้งขอเวลาเรียนเพิ่มอีก ดิฉันมานับดู น้องแป้งเรียนเปียโนทั้งหมด 23 ชั่วโมง กับดิฉันภายในอาทิตย์เดียว
จนวันสุดท้ายก่อนวันแข่งรอบชิง ดิฉันต้องยื่นคำขาดว่า พอแล้วจ้า!!! ความมุมานะ ขยันอดทนของแป้ง ทำให้แป้งแสดงในรอบชิงชนะเลิศได้อย่างไพเราะและแม่นยำ ถึงน้องแป้งจะไม่ได้รางวัลจากการแข่งขันครั้งนี้ก็ตาม น้องแป้งชนะใจผู้เกี่ยวข้องทุกคน รวมทั้งผู้ชมการแข่งขันนับร้อยด้วย นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของแป้ง น้องแป้งบอกว่า "ไม่ได้รางวัลก็ไม่เป็นไร อีก 3 ปี แป้งจะแข่งรุ่นกลาง ถ้าไม่ได้อีก แป้งจะแข่งรุ่นใหญ่ต่อไป"
พวกเราทุกคน ควรจะดูน้องแป้งเป็นตัวอย่าง สำหรับแป้ง เธอไม่เอาอาการมองไม่เห็นมาเป็นอุปสรรคเลย พวกเราที่มองเห็น ก็อาจมีอุปสรรคอย่างอื่น แต่เราจะยอมให้อุปสรรคนั้นมาหยุดยั้งเราหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง สำหรับแป้ง เธอเลือกที่จะสู้ และดำเนินชีวิตไปสู่ความฝันของเธออย่างไม่ย่อท้อ.......
|