บทความพิเศษ คอนแชร์โต-ดนตรีประชัน
โดย สดับพิณ รัตนเรือง
สำหรับคนคอดนตรีนั้น มักรับรสดนตรีด้วยอาศัยการฟังเป็นสำคัญ เพราะดนตรีมีเสียงเป็นสื่อ แต่ก็มีดนตรีหลายประเภท แม้แต่ที่จัดอยู่ในกลุ่มดนตรีคลาสสิก ซึ่งหากได้ทั้งตาดูและหูฟัง ก็ดูจะได้รับรสชาติมากขึ้นอย่างปฏิเสธมิได้ หนึ่งในหลายประเภทนั้นก็คือ ดนตรีประชัน หรือคอเพลงคลาสสิกรู้จักเรียกกันว่า คอนแชร์โต (Concerto)
Concerto เป็นภาษาอิตาเลียน หมายถึงบทประพันธ์เพลงที่กำหนดให้มีเครื่องดนตรีเดี่ยวมีบทบาทเด่น เล่นประชันน้ำเสียงและลีลาไปกับวงดุริยางค์ เครื่องดนตรีเดี่ยวที่ใข้นั้น อาจกำหนดให้มีเพียงชิ้นเดียว เล่นโชว์ฝีมือเป็นตัวเอกของการแสดง เรียกกันว่า โซโลคอนแชร์โต (Solo Concerto) หรืออาจกำหนดให้มีเครื่องเดี่ยวหลายชิ้น โดยแต่ละเครื่องมีแนวบรรเลงเป็นของตนเอง เดี่ยวประชันน้ำเสียง ลีลา และฝีมือของผู้เดี่ยวในกลุ่มเครื่องเดี่ยวด้วยกัน และยังประชันกับวงดุริยางค์ ที่ใช้บรรเลงสอดรับสนับสนุนโต้ตอบอีกชั้นหนึ่งด้วย คอนแชร์โตที่มีเครื่องเดี่ยวหลายชิ้นแบบนี้เรียกกันว่า คอนแชร์โตกรอสโซ (Concerto Grosso)
คอนแชร์โตแต่ละบทประกอบด้วยกระบวนเพลง (Movement) ย่อยอีก 3 กระบวนด้วยกัน (คำว่ากระบวน หรือ Movement ในที่นี้ อาจเปรียบได้กับบทต่างๆของหนังสือเล่มหนึ่งๆ แต่ละบทแต่ละกระบวนนั้น อ่านและฟังก็จบในตัวเอง ทว่าหากบรรเลงและฟังให้ครบจบถ้วนทั้ง 3 กระบวนเป็นลำดับไป ก็จะเกิดความหลากหลาย และได้ใจความครบถ้วนสมบูรณ์ ตามความต้องการของผู้ประพันธ์ เปรียบได้กับการอ่านหนังสือครบทุกบท ก็ย่อมได้ใจความของหนังสือเล่มนั้นๆ ครบถ้วนสมบูรณ์กว่าการเลือกอ่านเพียงบางบท) สำหรับกระบวนต่างๆของคอนแชร์โตนั้น จะมีลีลาแตกต่างกัน กล่าวคือ กระบวนแรก มีลีลาและจังหวะจะโคนรวดเร็วเร้าใจ ติดตามมาด้วย กระบวนที่สองที่มักช้าๆอ่อนหวาน บางบทบางตอนก็ฟังดูครุ่นคิด ราวกับผู้ประพันธ์และผู้บรรเลงตกอยู่ในภวังค์ลึก คล้ายกับเป็นการผ่อนคลายจากความคึกคัก เร้าใจ เร้าอารมณ์ จากกระบวนแรก จากนั้นก็จะปิดท้าย ด้วยกระบวนที่มีลีลารวดเร็วโลดโผนฉับไว
เพลงคอนแชร์โต มีกำเนิดและได้รับการพัฒนามาจนมีบุคลิกและแนวคิดเฉพาะตัว เป็นที่นิยมประพันธ์ บรรเลง และฟังกันมากตั้งแต่ในสมัยศิลปะดนตรีที่เรียกกันว่า สมัยบาโรก สืบมาจนปัจจุบันนี้ (Baroque หมายถึงศิลปะดนตรียุโรปจากช่วงเวลาประมาณ ค.ศ.1600-1750) สมัยบาโรกนั้นเป็นยุคสมัยของนักดนตรีและนักแต่งเพลงดังๆ อย่างเช่น บาค(JS Bach) แฮนเดิล (GF Handel) หรือวิวัลดี (A Vivaldi) เป็นต้น
การที่ดนตรีประชันเช่นเพลงแบบคอนแชร์โต ถือกำเนิดและเติบโตจนเป็นที่นิยมกันมากในสมัยบาโรก ก็เห็นจะเป็นเพราะ ลักษณะและแนวคิดในการประชันกัน ของลีลาและน้ำเสียงของเครื่องดนตรีหลายหลากชนิดนั้น สอดคล้องกันดีกับรสนิยมอย่างหนึ่งของชาวบาโรกที่ชอบและเห็นความงามของความแตกต่างของสิ่งต่างๆที่มาวางทาบกัน และเกิดการตัดกัน (Contrast) ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบโครงสร้างที่มาลงตัวที่กระบวน 3 กระบวนในลีลาช้าเร็วต่างกัน หรือน้ำเสียงและลีลาของเครื่องเดี่ยวต่างๆที่บรรเลงประชันกัน ทำให้เกิดการตัดกันขององค์ประกอบดนตรีในหลากหลายมิติ เหล่านี้ล้วนถูกคอดีกับรสนิยมทางศิลปะของชาวบาโรก
นอก เหนือจากเหตุผลในเชิงสุนทรียภาพแล้ว ก็มีเหตุผลในเชิงเทคโนโลยีประกอบกันด้วย กล่าวคือ ในช่วงสมัยบาโรกนั้น ตัวเครื่องดนตรีเองก็ได้รับการพัฒนามาอย่างมาก เครื่องดนตรีหลายชนิด โดยเฉพาะซอต่างๆ ได้รับการพัฒนามาจนสมบูรณ์ มีน้ำเสียงไพเราะเฉพาะตัว มีกลไกที่สามารถให้สุ้มเสียงที่แข็งแรงชัดเจน เหมาะแก่การนำมาบรรเลงอวดทั้งน้ำเสียง และศักยภาพในการเดี่ยวอย่างโลดโผนวิจิตร แถมยังแข็งแรงพอที่จะบรรเลงประชัน ตอบโต้กับวงดุริยางค์ทั้งวงได้ เมื่อมีเครื่องดนตรีดีๆไว้ใช้ นักดนตรีเก่งๆมากมายหลายท่าน ก็คิดค้นพัฒนาฝีมือและเทคนิคกลเม็ดเด็ดพรายต่างๆในการบรรเลงยิ่งๆขึ้นไปได้ นักประพันธ์เพลงก็เห็นถึงศักยภาพของตัวเครื่องดนตรีและฝีมือของนักเดี่ยว ระดับวิจิตร จนเกิดแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงให้ประชันฝีมือ บทเพลงแบบคอนแชร์โตที่มีเครื่องเดี่ยวเป็นตัวเอก ก็สามารถได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์ลงตัวได้ตามที่กล่าวมา
เครื่องดนตรีที่นิยมนำมาเป็นเครื่องเดี่ยวในบทเพลงคอนแชร์โตนั้นก็มีหลากหลายชนิด แต่โดยหลักการใหญ่ๆ ก็ต้องเป็นเครื่องที่มีน้ำเสียงชัดเจน มีช่วงเสียงกว้าง มีสุ้มเสียงไพเราะ น่าสนใจในทุกช่วง และยังตั้งเป็นเครื่องที่มีกลไกแข็งแรงพอที่จะส่งเสียงประชันกับวงดุริยางค์ทั้งวงได้อย่างไม่ลำบากนัก ที่นิยมกันมากได้แก่ ไวโอลิน เปียโน เชลโล เป็นต้น หากใช้เครื่องใดเดี่ยว ก็เรียกกันว่า คอนแชร์โตของเครื่องนั้นๆ เช่น ไวโอลินคอนแชร์โต เปียโนคอนแชร์โต เชลโลคอนแชร์โต เป็นต้น
ดังได้กล่าวในตอนต้นว่า คอนแชร์โตนั้นสนุกทั้งดูและฟัง ถ้าได้ทั้งสองอย่างก็จะได้รับอรรถรสเต็มที่ การดูจะทำให้ได้เห็นว่าสุ้มเสียงที่มีลีลาวิจิตรพิสดารเป็นอัศจรรย์นั้น ได้รับการบรรเลงออกมาอย่างไร จะได้เห็นการขับเคี่ยวออกแรงออกอารมณ์ พยายามฝ่าฟันไปให้ถึงจุดหมายของนักแสดงเดี่ยว จะได้เห็นว่า การบรรเลงสอดรับสนับสนุนโต้ตอบกันในเชิงศิลปะของผู้บรรเลงมีลวดลายลีลาอย่างไร ประสบการณ์ในการไปดูเพลงคอนแชร์โตบางบทของศิลปินเอกๆบางท่านในบางคอนเสิร์ตนั้น สนุก ให้รสชาติราวกับดูการเล่นกีฬาเป็นทีม ที่ทั้งสองฝ่ายเล่นเก่งและมีทีมเวิร์คดีๆทีเดียว
เป็นที่น่ายินดีที่จะมีการนำเสนอคอนเสิร์ตที่จะมีบทเพลง เชลโลคอนแชร์โต ที่ดีที่สุดบทหนึ่งให้เราได้ฟังกันในวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2545 ห้อง 101 อาคาร 3 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คอนเสิร์ตนี้จะนำเสนอเชลโลคอนแชร์โต ประพันธ์โดย อันโทนิน ดโวชาร์ค (Antonin Dvorak) นักประพันธ์เพลงเอกชาวเชค (Czech) ผู้ที่จะเดี่ยวเชลโลให้เราฟังคือ Dr.Tess Remy-schumacher ส่วนวงดุริยางค์ที่จะบรรเลงสอดรับสนับสนุนคือวงดุริยางค์กรมศิลปากร อำนวยเพลงโดย ผู้อำนวยเพลงดาวรุ่งของเราในปัจจุบัน
เชลโลซึ่งจะเป็นเครื่องดนตรีเอกในบทเพลงดังกล่าว เป็นซอชนิดหนึ่ง ลำตัวใหญ่โตพอสมควร ในการบรรเลง ผู้บรรเลงจะนั่งบนเก้าอี้ ตั้งซอกับพื้น มือซ้ายโอบกอดลำคอของซอเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งจองนิ้ว ขึ้นลงให้ได้เสียงสูงต่ำตามต้องการ ส่วนมือขวาก็ถือคันชัก เพื่อสีคันชักไปบนสายเสียง ท่าทางในการบรรเลงซอชนิดนี้ จะดูราวกับผู้บรรเลงโอบกอดเครื่องดนตรีของเขาราวกับคนรัก แล้วทั้งคู่คือเชลโลและคนสี ก็จะร่วมมือกันสร้างสรรค์เสียงสวรรค์ สู่ผู้ฟังอย่างสอดประสานกลมกลืน ราวกับเป็นจิตวิญญาณดวงเดียวกัน
เชลโลเป็นซอที่ได้รับการพัฒนามาจนสมบูรณ์ทั้งในแง่ของน้ำเสียงและกลไกตั้งแต่สมัยบาโรก และเป็นที่นิยมตลอดมานับเป็นร้อยๆปี เพราะสามารถใช้เป็นเครื่องบรรเลงประกอบก็ได้ เล่นในวงก็ได้ และยังนำมาบรรเลงเดี่ยวได้อย่างโลดโผนวิจิตรพิสดาร มีน้ำเสียงทุ้มไพเราะในทุกช่วงเสียง เสียงของเชลโลนั้นเปรียบได้กับเสียงผู้ชายที่ทุ้มนุ่มนวลเดินมา หน้าตาบุคลิกหล่อเหลาเป็นพระเอก
สำหรับ เชลโลคอนแชร์โตของดโวชาร์คนั้น ดโวชาร์คประพันธ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1894 และอุทิศให้เพื่อนนักเชลโลของท่านชื่อ Hanus Wihan นำออกแสดงรอบปฐมฤกษ์ที่กรุงลอนดอน เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.1896 โดยมีนักเชลโลเอก Leo Stern เป็นผู้บรรเลงแนวเดี่ยว และดโวชาร์คเป็นผู้อำนวยเพลงให้วงดุริยางค์ด้วยตนเอง ประสบความสำเร็จได้รับการยกย่องมาจนทุกวันนี้ว่าเป็นเชลโลคอนแชร์โตบทที่ดี ที่สุดบทหนึ่งในบรรดาวรรณคดีของเพลงเชลโลทั้งหลาย และนับเป็นคอนแชร์โตบทที่ไพเราะโรแมนติกที่สุดบทหนึ่ง เพราะแรงบันดาลใจใหญ่หลวงอย่างหนึ่งในการรังสรรค์บทประพันธ์ชิ้นนี้ของดโว ชาร์ค คือข่าวคราวความป่วยไข้ปางตายของหญิงสาวที่อยู่ในดวงใจของท่านมาตั้งแต่สมัย หนุ่มๆ เธอคือ โจเซฟินา เคานิตโซวา (Josefina Kaunitzova) ในกระบวนที่สองซึ่งเป็นลีลาช้าตกภวังค์นั้น ดโวชาร์คดูจะอุทิศทั้งกระบวนนี้ให้เธอเพียงผู้เดียว กระบวนนี้เรียกได้ว่าเป็น Josefina's Song เลยทีเดียว
คอนเสิร์ตดีๆ เพลงไพเราะอย่างนี้ ใครไม่ไปดู เสียดายแย่เลย...
|